Carbon Footprint คืออะไร? เข้าใจง่ายในมุมคนยุคใหม่ พร้อมวิธีลดคาร์บอนอย่างยั่งยืน

 

Carbon Footprint คืออะไร? เข้าใจง่ายในมุมคนยุคใหม่ พร้อมวิธีลดคาร์บอนอย่างยั่งยืน

ในยุคที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “Carbon Footprint” กลายเป็นคำที่เราได้ยินบ่อยขึ้น ทั้งในข่าว เทรนด์ธุรกิจ ไปจนถึงวิถีชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ เพราะทุกกิจกรรมของเราล้วนเกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดแอร์ ขับรถ ใช้สมาร์ทโฟน หรือซื้ออาหารกลับบ้าน ยิ่งโลกมุ่งหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Society) การเข้าใจเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป บทความนี้จะช่วยอธิบายแบบง่ายๆ ว่า Carbon Footprint คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และเราจะช่วยลดมันอย่างยั่งยืนได้อย่างไร รวมถึงแนะนำเทคโนโลยีจาก Schneider Electric ที่ช่วยองค์กรปรับตัว รับมือ และลดผลกระทบต่อโลกได้จริง

Carbon Footprint หมายถึงอะไร และเกิดจากอะไรบ้าง

Carbon Footprint คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยวัดเป็นหน่วยกิโลกรัมหรือตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) ก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องมีหลายชนิด เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โลกร้อนขึ้น การปล่อยคาร์บอนอาจเกิดขึ้นโดยตรง เช่น การเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิง หรือเกิดขึ้นโดยอ้อม เช่น การใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากฟอสซิล งานวิจัยทั่วโลกชี้ว่ากิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันเมื่อรวมกันทั้งหมดจะสร้างการปล่อยคาร์บอนจำนวนมหาศาล การตระหนักรู้ตั้งแต่ต้นทางจึงเป็นกุญแจสำคัญในการลดผลกระทบต่อโลกใบนี้

แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ไฟฟ้า เดินทาง หรือบริโภคสินค้า

แม้เราจะไม่ได้ทำกิจกรรมที่ดู “สร้างมลพิษ” โดยตรง แต่ความจริงคือพฤติกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวันล้วนเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ที่มาจากการผลิตพลังงาน การเผาไหม้เชื้อเพลิง หรือกระบวนการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การใช้ไฟฟ้าในบ้านและอาคาร ซึ่งส่วนใหญ่ยังผลิตจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ หรือเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ ส่งผลให้ทุกครั้งที่เราเปิดแอร์ ชาร์จโทรศัพท์ หรือเปิดไฟทิ้งไว้โดยไม่จำเป็น โลกต้องรับภาระคาร์บอนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่สะสมอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งแหล่งปล่อยสำคัญคือ การเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนตัว รถจักรยานยนต์ หรือเครื่องบิน ยานพาหนะเหล่านี้ต้องเผาไหม้น้ำมัน ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกปริมาณมาก โดยเฉพาะการเดินทางซ้ำๆ ทุกวัน หรือการเดินทางไกลเป็นประจำ เช่น การขับรถไปทำงาน หากผู้คนจำนวนมากเลือกใช้รถส่วนตัวพร้อมกัน ผลรวมของการปล่อยคาร์บอนจะสูงขึ้นอย่างมหาศาล

ในด้าน การบริโภคสินค้าและบริการ ก็มี Carbon Footprint แฝงอยู่ด้วย ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การแปรรูป การขนส่งสินค้าไปยังร้านค้า รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ใช้พลาสติกจำนวนมาก ยิ่งเราเป็นสังคมที่บริโภคอย่างรวดเร็ว ซื้อใหม่บ่อย ใช้ครั้งเดียวทิ้ง หรือสั่งอาหารเดลิเวอรีเป็นประจำ ปริมาณคาร์บอนก็ยิ่งสูงตามไปด้วย

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าการปล่อยคาร์บอนในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด และการปรับพฤติกรรมเพียงเล็กน้อย เช่น เลือกใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ลดการใช้รถส่วนตัว หรือเลือกสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็สามารถช่วยลด Carbon Footprint ได้อย่างมีความหมายต่อโลกในระยะยาวค่ะ

ความสำคัญของการวัดคาร์บอนฟุตพรินต์ในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition)

ในยุค Energy Transition โลกกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านจากระบบพลังงานแบบเดิมไปสู่พลังงานสะอาดและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การวัด Carbon Footprint จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ทั้งบุคคลและองค์กรเห็นว่าเราปล่อยคาร์บอนไปมากน้อยแค่ไหนและจะลดได้อย่างไร สำหรับภาคธุรกิจ การวัดคาร์บอนคือจุดเริ่มต้นในการตั้งเป้าหมาย Net Zero การวางกลยุทธ์เพื่อลดการใช้พลังงาน และพัฒนาระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ยังรองรับมาตรฐานสากล เช่น ESG และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและคู่ค้า การเข้าใจรอยเท้าคาร์บอนจึงไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมแต่เป็นเรื่องความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจด้วย

ประเภทของ Carbon Footprint ที่ควรรู้ — จากบุคคลสู่องค์กร

Carbon Footprint of Product (CFP): การปล่อยคาร์บอนจากวัฏจักรชีวิตของสินค้า

CFP คือการคำนวณคาร์บอนที่ปล่อยออกมาตลอดวงจรชีวิตของสินค้า ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัดหลังหมดอายุการใช้งาน แนวคิดนี้ช่วยให้ผู้ผลิตเห็นภาพรวมว่าสินค้าหนึ่งชิ้นสร้างผลกระทบต่อโลกมากน้อยเพียงใด เพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น เช่น ลดพลาสติก ใช้วัสดุรีไซเคิล หรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การระบุ CFP ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเพราะรู้ว่าสินค้าชิ้นใดมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เป็นการผลักดันให้ตลาดมุ่งสู่ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนมากขึ้น

Carbon Footprint of Organization (CFO): การปล่อยคาร์บอนในระดับองค์กรหรือธุรกิจ

CFO คือการวัดคาร์บอนทั้งหมดที่เกิดจากการดำเนินงานขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ใช้ในอาคาร ระบบขนส่งของบริษัท การผลิตสินค้า หรือซัพพลายเชนทั้งห่วงโซ่ กระบวนการนี้ช่วยให้องค์กรมองเห็นแหล่งปล่อยที่แท้จริงและวางนโยบายลดคาร์บอนได้ตรงจุด ปัจจุบันองค์กรทั่วโลกใช้ CFO เป็นตัวชี้วัดความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน ESG และข้อกำหนดด้านการปล่อยคาร์บอน การติดตาม CFO ยังช่วยให้การลงทุนด้านพลังงานมีความชัดเจนและวัดผลได้จริง

Carbon Footprint of Event (CFE): การคำนวณคาร์บอนจากกิจกรรมและอีเวนต์ต่าง ๆ

CFE คือการคำนวณปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกมาจากการจัดงานหรือกิจกรรม เช่น คอนเสิร์ต ประชุม สัมมนา หรืองานกีฬา โดยพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น การเดินทางของผู้เข้าร่วม การใช้ไฟฟ้าในสถานที่ ระบบเสียง แสง อาหาร ไปจนถึงของที่ระลึก แนวคิด CFE กลายเป็นเทรนด์สำคัญในยุคที่ธุรกิจและผู้จัดอีเวนต์ต้องการภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หลายองค์กรเริ่มปรับรูปแบบงาน เช่น ลดพลาสติก ใช้พลังงานทดแทน หรือออกแบบการเดินทางที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อโลกแต่ยังสร้างคุณค่าเชิงบวกให้แบรนด์อีกด้วย

ทำไมการลด Carbon Footprint ถึงสำคัญต่อธุรกิจและโลก

การลด Carbon Footprint ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่มันคือการเพิ่มความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว องค์กรที่ลดคาร์บอนสามารถลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพระบบการทำงาน และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้ยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ Environmental Impact มากขึ้น ธุรกิจที่มุ่งสู่ Net Zero จะได้รับความเชื่อมั่นมากกว่า สำหรับระดับโลก การลดคาร์บอนคือวิธีสำคัญในการชะลอภาวะโลกร้อน ลดความรุนแรงของภัยพิบัติ และรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้คนรุ่นหลัง

วิธีลด Carbon Footprint อย่างได้ผลทั้งในบ้านและองค์กร

สำหรับบุคคลทั่วไป วิธีลด Carbon Footprint ทำได้ง่ายกว่าที่คิด เช่น ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งหลังใช้งาน ใช้หลอด LED เดินทางด้วยขนส่งสาธารณะหรือเลือกใช้รถ EV รวมถึงลดการใช้สินค้าแบบครั้งเดียวทิ้งและหันมาเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับองค์กร การลดคาร์บอนต้องเริ่มจากการวัดแหล่งปล่อยพลังงานในกระบวนการทำงาน ปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้พลังงานจากแหล่งหมุนเวียน เช่น Solar และพัฒนาระบบจัดการพลังงานแบบ Real-Time การสร้างค่านิยมองค์กรที่สนับสนุนความยั่งยืนยังช่วยให้ทุกคนร่วมกันลดคาร์บอนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

เทคโนโลยีจาก Schneider Electric ที่ช่วยองค์กรลด Carbon Footprint ได้จริง

Schneider Electric เป็นผู้นำด้านพลังงานอัจฉริยะและดิจิทัลโซลูชันที่ช่วยองค์กรลดการปล่อยคาร์บอนได้ทั้งระบบ ตั้งแต่ Edge ไปจนถึง Data Center ผ่านเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อการจัดการพลังงานอย่างแม่นยำ เช่น EcoStruxure™ ที่ช่วยติดตามการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ ลดการสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพของอาคารและโรงงาน นอกจากนี้ Schneider Electric ยังมีโซลูชันพลังงานหมุนเวียน ระบบไมโครกริด และอุปกรณ์อัจฉริยะที่ช่วยให้ธุรกิจผลิต ใช้ และบริหารจัดการพลังงานได้อย่างยั่งยืน โซลูชันเหล่านี้ช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย Net Zero พร้อมลดต้นทุนระยะยาวและเสริมความมั่นใจด้าน ESG อย่างเป็นรูปธรรม


นอกจากนี้ ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ยังมีอุปกรณ์และโซลูชั่นด้านไฟฟ้า พลังงาน และโซลูชั่นด้านความยั่งยืนอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโซลูชั่น smart city, โซลูชั่น climate change, โซลูชั่น renewable energy, โซลูชั่น Energy Monitoring, โซลูชั่น sdgs, โซลูชั่น esg, โซลูชั่น sustainability business และอื่นๆ อีกมากมาย สามารถเลือกชมผลิตภัณฑ์ได้ที่เว็บ www.se.com หรือ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับทางศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ ได้เลย


ติดตามเรื่องราวดี ๆ จาก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ที่

เว็บไซต์: www.se.com

Facebook: Schneider Electric

Instagram: schneiderelectric_th

LinkedIn: Schneider Electric

Lazada: Schneider Electric

Shopee: Schneider Electric official

LINE Official: ชไนเดอร์ อิเล็คทริค


Comments

Popular posts from this blog

ตู้ RMU หรือ Ring Main Unit คืออะไร?

โซลินอยด์วาล์ว อุปกรณ์สำคัญในระบบควบคุมการไหลของของเหลวและก๊าซ

ไทม์มิ่งพูลเล่ย์ (มู่เลย์) สายพานคืออะไร? มีกี่ประเภท?